โรคฮิบ คืออะไร?

โรคฮิบ (HIB) เป็นโรคติดเชื้อจากแบคทีเรีย ฮีโมฟิลุส อินฟลูเอนซา ชนิดบี (Hemophilus influenza type B) หรือเรียกย่อๆ ว่า ฮิบ (Hib) ส่งผลให้ผู้ป่วยมีไข้ ปวดศีรษะอย่างรุนแรง คอแข็ง ชัก หรือเกิดอาการเจ็บป่วยร้ายแรงต่าง ๆ เช่น  โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (เยื่อที่หุ้มที่บริเวณสมองมีการอักเสบ), ฝากล่องเสียงอักเสบ (ฝาปิดและหลอดลมส่วนบนมีการอักเสบ) โรคปอดบวม โรคข้ออักเสบ โรคหูชั้นกลางอักเสบ หรือโรคติดเชื้อในกระแสเลือด เป็นต้น ซึ่งผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน โดยโรคนี้มักพบได้ในเด็กเล็ก โดยเฉพาะอายุน้อยกว่า 2 ปี ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง และผู้สูงอายุ  และเชื้อชนิดนี้สามารถแพร่กระจายจากละอองในอากาศผ่านการไอหรือจาม รวมถึงการสัมผัสสารคัดหลั่งจากจมูกและคอของผู้ติดเชื้อ หรือเป็นพาหะนำโรค โดยอาจใช้เวลา 2-3 วัน ผู้ป่วยจึงจะแสดงอาการป่วยออกมา

ทั้งนี้ คนบางกลุ่มก็มีความเสี่ยงในการเกิดโรคฮิบ มากกว่าคนทั่วไป ดังนี้

  • เด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี
  • ผู้สูงอายุ
  • ผู้ที่ตั้งครรภ์
  • ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แออัด หรืออยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กและโรงเรียน     
  • ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ไม่มีม้าม ติดเชื้อเอชไอวี เป็นโรคธาลัสซีเมีย มีภาวะอิมมูโนโกลบูลินต่ำหรือภาวะพร่องคอมพลีเมนต์และแอนติบอดี้ เป็นต้น
  • ผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรัง และผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัด การฉายรังสี หรือการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจากไขกระดูก
  • ผู้ที่สูบบุหรี่
โรคฮิบ

อาการโรคฮิบ

ควรรีบพบแพทย์ด่วนหากคุณสงสัยว่าลูกของคุณมีอาการดังต่อไปนี้

  • มีไข้
  • ปวดศีรษะรุนแรง
  • คอแข็ง
  • ชัก
  • เซื่องซึมอย่างรุนแรง
  • ปลุกยาก หรือตื่นนอนยาก
  • ไม่มีสติ
  • หายใจลำบาก
  • หมดสติ

และอาจทำให้เกิดปัญหาแตกต่างกันไปตามบริเวณที่ติดเชื้อด้วย เช่น

  • เซลล์เนื้อเยื่ออักเสบ เป็นภาวะติดเชื้อบริเวณผิวหนังหรือเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง ทำให้เกิดอาการบวมแดง ปวด และอาการดังกล่าวมีแนวโน้มขยายเป็นบริเวณกว้าง โดยบางรายอาจมีไข้หรืออาการอื่น ๆ ร่วมด้วย แต่ในกรณีที่รุนแรง การติดเชื้ออาจแพร่กระจายสู่กระแสเลือดและก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้   
  • ฝาปิดกล่องเสียงอักเสบ เป็นการอักเสบรุนแรงบริเวณคอที่พบได้ยาก มักพบในเด็กอายุ 2-4 ปี โดยเริ่มแรกผู้ป่วยอาจเกิดอาการเจ็บคออย่างรุนแรงและเป็นไข้ จากนั้นอาจเกิดเสียงดังผิดปกติขณะหายใจ เมื่อฝาปิดกล่องเสียงบวมจะทำให้น้ำลายไหล กลืนน้ำลายลำบาก และอาจปิดกั้นทางเดินหายใจจนนำไปสู่การเสียชีวิตได้
  • ปอดบวม เป็นอาการปอดติดเชื้อและเกิดการอักเสบ ทำให้เกิดอาการสำคัญอย่างมีไข้ ไอ เจ็บหน้าอก และหอบเหนื่อย ซึ่งผู้ป่วยที่เป็นปอดบวมอาจเกิดอาการเหล่านี้ไม่ครบทั้งหมดก็ได้ ในเด็กทารกหรือเด็กเล็กอาจมีอาการปวดท้อง ท้องอืด อาเจียน ซึม ร้องกวน ไม่ยอมดูดนม และบางรายอาจมีอาการชักจากไข้ด้วย ส่วนผู้สูงอายุอาจมีอาการซึม สับสน และไม่มีไข้
  • เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นการอักเสบและบวมบริเวณเนื้อเยื่อส่วนที่ห่อหุ้มสมองและกระดูกสันหลัง ส่งผลให้ผู้ป่วยเป็นไข้ มีความอยากอาหารลดลง ร้องไห้หรือหงุดหงิดมากขึ้น เป็นลมชัก นอนนาน และอาเจียน สำหรับเด็กอายุมากกว่า 2 ปีขึ้นไป อาจมีอาการปวดศีรษะ คอเคล็ด และปวดหลังร่วมด้วย

การรักษาโรคฮิบ

  • สามารถรักษาได้โดยการให้ยาปฏิชีวนะประมาณ 10 วัน ซึ่งขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการในผู้ป่วยแต่ละคน โดยผู้ป่วยบางคนอาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะหลายตัวเพื่อช่วยให้อาการดีขึ้น และอาจต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล เพื่อให้แพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิดและจ่ายยาที่เหมาะสมให้ตามอาการ
  • นอกจากนี้ ยังมีการรักษาอื่น ๆ เช่น การใช้เครื่องช่วยหายใจสำหรับผู้ป่วยหนักที่มีอาการฝาปิดกล่องเสียงอักเสบ การใช้ยาลดความดันโลหิต และการดูแลบาดแผลที่เกิดจากผิวหนังถูกทำลายตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เป็นต้น ทั้งนี้ 
  • ผู้ป่วยควรหยุดงาน หรือหยุดเรียนหากยังมีอาการอยู่ หรือหลังจากเริ่มใช้ยาปฏิชีวนะไปแล้วประมาณ 1-2 วัน และผู้ป่วยบางรายต้องอยู่ห่างจากบุคคลที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคฮิบด้วย โดยเฉพาะทารกแรกเกิดหรือผู้สูงอายุที่อาจมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย

การป้องกันโรคฮิบ

การป้องกันการติดเชื้อ Haemophilus influenzae type b (Hib) ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการฉีดวัคซีนและการปฏิบัติด้านสุขอนามัยที่ดีในระดับหนึ่ง ฮิบเป็นสาเหตุสำคัญของโรคร้ายแรงในเด็ก เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ปอดบวม และฝาปิดกล่องเสียงอักเสบ ก่อนที่จะมีการนำวัคซีนที่มีประสิทธิภาพมาใช้ ต่อไปนี้เป็นมาตรการป้องกันที่สำคัญ:

  • การฉีดวัคซีนฮิบ : การฉีดวัคซีนเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการป้องกันการติดเชื้อฮิบ วัคซีนฮิบมีหลายประเภท รวมถึงวัคซีนคอนจูเกตฮิบ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงในการลดอุบัติการณ์ของโรคที่เกี่ยวข้องกับฮิบ โดยปกติวัคซีนจะได้รับตามตารางการฉีดวัคซีนในวัยเด็กตามปกติ และโดยทั่วไปจะฉีดหลายโดสโดยเริ่มตั้งแต่อายุ 2 เดือน
  • ภูมิคุ้มกันหมู่ : การฉีดวัคซีนอย่างกว้างขวางไม่เพียงแต่ปกป้องบุคคลเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่อีกด้วย เมื่อประชากรส่วนใหญ่ได้รับการฉีดวัคซีน จะช่วยลดความชุกของเชื้อ Hib ในชุมชนโดยรวม ซึ่งช่วยปกป้องผู้ที่ไม่สามารถฉีดวัคซีนได้ เช่น บุคคลที่มีอาการป่วยบางประการหรือระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
  • การปฏิบัติด้านสุขอนามัยที่ดี : แม้ว่าฮิบจะแพร่กระจายผ่านละอองฝอยจากทางเดินหายใจเป็นหลักเมื่อผู้ติดเชื้อไอหรือจาม แต่การปฏิบัติตามสุขอนามัยที่ดีสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อได้ ซึ่งรวมถึงการปิดปากและจมูกเมื่อไอหรือจาม ทิ้งทิชชู่อย่างเหมาะสม และล้างมือบ่อยๆ
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับบุคคลที่ติดเชื้อ : หากคนในบ้านของคุณหรือผู้สัมผัสใกล้ชิดได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อฮิบ จำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อควรระวังที่แนะนำเพื่อลดการแพร่กระจายของแบคทีเรียไปยังผู้อื่น
  • การวินิจฉัยและการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ : การวินิจฉัยและการรักษาโรคติดเชื้อฮิบโดยทันทีสามารถป้องกันภาวะแทรกซ้อนและการแพร่กระจายต่อไปได้ หากเด็กหรือผู้ใหญ่แสดงอาการของโรคที่เกี่ยวข้องกับฮิบ เช่น มีไข้ ปวดศีรษะรุนแรง คอเคล็ด หายใจลำบาก หรือปวดคออย่างรุนแรง ให้ไปพบแพทย์ทันที
วัคซีนป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือโรคฮิบ

วัคซีนป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือโรคฮิบ คืออะไ?

วัคซีนป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือ วัคซีนฮิบ (Hib Vaccine) คือ วัคซีนที่ใช้ป้องกันการติดเชื้อ Haemophilus influenzae type b (Hib) เชื้อฮิปเป็นกลุ่มแบคทีเรียที่สามารถอาศัยอยู่ในโพรงจมูกและลำคอของคนที่มีสุขภาพดีโดยไม่ก่อให้เกิดอาการใดๆ  แบคทีเรียฮิบจะแพร่กระจายในลักษณะคล้ายกับไวรัสไข้หวัดใหญ่ โดยเชื้อโรคฮิบ จะผ่านไปกับละอองของเหลวจากการไอและจามของมนุษย์, การติดเชื้อโรคฮิบ ในทารกและเด็กเล็กสามารทำให้เกิดโรคปอดบวม,  กล่องเสียงอักเสบ, หรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นปัจจุบันจึงใช้เป็นหนึ่งในวัคซีนทางเลือกโดยเฉพาะในเด็กที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคฮิบ   

วัคซีนป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือโรคฮิบ  มี 3 แบบ ดังนี้

  • วัคซีนชนิดโพลีแซ็กคาไรด์: เป็นวัคซีนฮิบตัวแรกที่ได้รับอนุมัติให้วางตลาด ครั้งแรกในปีพ.ศ.2528  โดยมีกลไกการทำงานคล้ายวัคซีนโพลีแซ็กคาไรด์ชนิดอื่น แต่พบว่าการตอบสนองของภูมิคุ้มกันของเด็กทารกที่อายุต่ำกว่า18 เดือนไม่ดีพอ ทำให้วัคซีนชนิดโพลีแซ็กคาไรด์ถูกถอนออกจากตลาดในเวลาต่อมา(พ.ศ.2531)
  • วัคซีนคอนจูเกต: ด้วยข้อบกพร่องของวัคซีนชนิดโพลีแซ็กคาไรด์ส่งผลให้นักวิทยาศาสตร์หาหนทางพัฒนาวัคซีนแบบคอนจูเกตโดยเพิ่มโปรตีนจากเชื้อก่อโรคบางชนิดลงบนโพลีแซ็กคาไรด์ของเชื้อฮิบ โปรตีนดังกล่าวช่วยเพิ่มความสามารถในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของเด็กเล็กได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันวัคซีนคอนจูเกตยังแบ่งเป็น3 ประเภทโดยใช้โปรตีนพาหะจากเชื้อก่อโรคที่แตกต่างกันเป็นตัวกำหนด เช่น  โปรตีนจาก’สารชีวพิษเชื่อง(Toxiod/ทอกซอยด์)’ของเชื้อบาดทะยัก,  โปรตีนจากเชื้อคอตีบกลายพันธุ์, และโปรตีนจากเชื้อก่อโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น
  • วัคซีนรวม: โดยนำวัคซีนฮิบผสมร่วมกับ ‘วัคซีนคอตีบ-วัคซีนบาดทะยักชนิด ท็อกซอยด์-วัคซีนไอกรน-วัคซีนโปลิโอ-และวัคซีนตับอักเสบบี’,  องค์การอนามัยโลก(WHO)ได้รับรองการผสมผสานวัคซีนฮิบดังกล่าว และนำมาใช้กับประเทศที่กำลังพัฒนามาจนถึงปัจจุบัน                              

ข้อจำกัดประการหนึ่งของวัคซีนฮิบ คือ ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อ Haemophilus influenzae ชนิดอื่นนอกจาก type b เท่านั้น

ผู้ที่ควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือโรคฮิบ

  • เด็กที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคฮิบ เช่น เด็กที่ฝากเลี้ยงสถานเลี้ยงเด็กเล็ก เด็กที่อยู่ในชุมชนแออัด
  • เด็กที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคฮิบชนิดรุนแรง เช่น ธาลัสซีเมีย ผู้ที่ไม่มีม้าม ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • เด็กปกติที่อายุน้อยกว่า 2 ปี ที่ต้องการลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคฮิบชนิดรุนแรง

ผู้ที่ไม่ควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือโรคฮิบ

  • ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้วัคซีนนี้ หรือแพ้ส่วนประกอบของวัคซีนนี้
  • หากมีไข้ หรือเจ็บป่วยเฉียบพลัน ควรเลื่อนการรับวัคซีนออกไปก่อน รอให้หายป่วยก่อนจึงค่อยมารับวัคซีน กรณีเป็นหวัดเล็กน้อย ไม่มีไข้ สามารถรับวัคซีนได้
  • ห้ามใช้กับสตรีมีครรภ์, สตรีที่อยู่ในภาวะให้นมบุตร,  เด็ก, และผู้สูงอายุ, โดยไม่ได้รับคำสั่งจากแพทย์ย์
  • ผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน อาจทำให้ร่างกายไม่ตอบสนองต่อการกระตุ้นของวัคซีนฮิบ
  • กรณีพบอาการแพ้วัคซีนฯ เช่น มีผื่นคันขึ้นเต็มตัว,  หายใจไม่ออก/หายใจลำบาก/หอบเหนื่อย,  ตัวบวม, ต้องรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที

อาการข้างเคียงวัคซีนป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือโรคฮิบ

  • อาจทำให้เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงได้ แต่พบได้น้อยมาก ซึ่งส่วนใหญ่ของผู้ที่รับวัคซีนฮิบมักไม่มีปัญหาใด
  • ปฎิกิริยาที่อาจพบได้หลังฉีดวัคซีน ได้แก่ ปวด บวม แดง บริเวณที่ฉีด อาการอื่นๆ เช่น เบื่ออาหาร กระสับกระส่าย ท้องเสีย พบได้บ้างแต่ไม่รุนแรงและหายเองได้ใน 1-2 วัน
  • หากมีอาการปวด บวม บริเวณที่ฉีดวัคซีน ให้ประคบเย็น หากมีไข้ต่ำๆ สามารถรับประทานยาลดไข้ได้ แต่ถ้ามีอาการผิดปกติอื่นนอกเหนือจากนี้ ควรปรึกษาแพทย์

ฉีดวัคซีนป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือโรคฮิบ ที่ภูเก็ตได้ที่ไหน?

ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก ให้บริการที่ใกล้ชิด ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทาง พร้อมทั้งทีมงานที่มีความชำนาญ พร้อมให้คำปรึกษาและ การรักษา โดยคุณสามารถเข้ารับบริการได้ทั้ง walk-in หรือนัดหมายล่วงหน้า เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเข้ารับบริการ
จองคิวออนไลน์ https://phuketmedicalclinic.youcanbook.me
เวลาทำการ 🕙 10:00-18:00 น. ทุกวัน
เบอร์ติดต่อ ☎️ 096-696-2449
Line id : @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ) หรือ https://lin.ee/R1TKRDo
แผนที่ 📌https://goo.gl/maps/xu45eTQUTjgpukJa7
Website 🌐https://phuketmedicalclinic.com
ปรึกษาแพทย์หรือสอบถามเพิ่มเติมได้เลยนะครับ
Inbox : m.me/100483916443107
สุขภาพคุณให้เราดูแล#คลินิกภูเก็ต
Phuket #Clinic #ภูเก็ตเมดิคอลคลินิก