ตกขาว เป็นอาการของผู้หญิงที่สามารถเกิดได้ตามปกติ หรือเกิดขึ้นได้ทุกวัน โดยทั่วไปตกขาวที่มีลักษณะปกติจะมีสีใสหรือสีขาวบ้างเล็กน้อย ไม่มีกลิ่น อาจมีปริมาณมากในช่วงกลางรอบเดือนที่มีการตกไข่ หรือก่อนมีประจำเดือน และหลังมีประจำเดือน หากเป็นตกขาวปกติไม่มีอันตราย แต่บางครั้งก็อาจบ่งบอกถึงความผิดปกติได้เช่นกัน โดยแสดงออกผ่านทางลักษณะของตกขาว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสีหรือกลิ่น บางครั้งส่งสัญญาณโรคร้าย และเป็นภาวะที่คุณผู้หญิงทั้งหลายไม่ควรมองข้าม

ตกขาว คืออะไร?

ตกขาว ระดูขาว หรือ มุตกิด (Leukorrhea, Leucorrhea หรือ Vaginal discharge) คือ สารคัดหลั่งที่ถูกขับออกมาทางช่องคลอด มีหน้าที่ช่วยในการหล่อลื่น ป้องกันการติดเชื้อ และระคายเคือง โดยผลิตจากต่อมภายในช่องคลอด และปากช่องคลอด เพื่อผลัดเซลล์เก่าภายในช่องคลอด ดังนั้นการมีตกขาวจึงเป็นเรื่องธรรมชาติของผู้หญิงทุกคน ผู้หญิงสามารถมีตกขาวได้เกือบทุกวัน ปริมาณมากบ้าง น้อยบ้าง หรือลักษณะของตกขาวอาจจะแตกต่างไปในแต่ละช่วงเวลา ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนของร่างกาย กล่าวคือ ช่วงไข่ตกหรือกลางรอบเดือน ตกขาวจะมีลักษณ์ใส ยืดได้คล้ายเจลลี่ แต่ในช่วงก่อนมีประจำเดือน ตกขาวจะเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่นและข้น เป็นต้น 

ซึ่งลักษณะ สี และปริมาณของตกขาวนั้นจะมาก หรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน แต่โดยทั่วไปแล้วปริมาณของตกขาวจะมากขึ้นได้เป็นปกติในภาวะต่อไปนี้ 

  • วันที่ 1-5 ของรอบเดือน: เป็นช่วงที่มีเลือดประจำเดือน
  • วันที่ 6-14 ของรอบเดือน: ส่วนมากจะมีตกขาวน้อยกว่าช่วงปกติ ตกขาวมีลักษณะขุ่น มีสีขาวหรือเหลือง และอาจมีลักษณะเหนียวได้
  • วันที่ 14-25 ของรอบเดือน: ในช่วงก่อนวันตกไข่ ตกขาวอาจมีลักษณะเป็นเมือกลื่นๆ คล้ายไข่ขาว แต่หลังจากมีการตกไข่ ตกขาวจะกลับมามีลักษณะขุ่น มีสีขาวหรือเหลือง อีกครั้ง
  • วันที่ 25-28 ของรอบเดือน: ก่อนมีประจำเดือน จะเป็นช่วงที่ตกขาวมีปริมาณน้อยลงมากจนจางหายไป
  • ในขณะตั้งครรภ์ ผู้หญิงจะมีตกขาวมากขึ้นจนบางครั้งอาจจะเหนียวหนืด (แต่หลังวัยหมดประจำเดือน ผู้หญิงจะมีตกขาวน้อยลง)
  • ในขณะที่มีความวิตกกังวลมาก
  • การใช้ยาคุมกำเนิด
  • การกระตุ้นทางเพศสัมพันธ์ (ในขณะที่มีอารมณ์ทางเพศจะทำให้มีการหลั่งน้ำออกมาหล่อลื่นมากขึ้น) หลังจากมีเพศสัมพันธ์ก็จะมีตกขาวมากขึ้นได้เช่นกัน
ตกขาวผิดปกติ

สาเหตุของตกขาวผิดปกติ

สาเหตุหลักมักมาจากการติดเชื้อ ได้แก่ แบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นต้น ส่วนสาเหตุอื่นนอกจากการติดเชื้อ เช่น เนื้องอก มะเร็ง สิ่งแปลกปลอมในช่องคลอด

เชื้อแบคทีเรีย

Bacterial vaginosis หรือ ภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย เป็นการติดเชื้อที่พบได้เป็นส่วนใหญ่ประมาณ 50% 

  • การติดเชื้อชนิดนี้มักพบในในสตรีที่ชอบสวนล้างช่องคลอด 
  • ผู้ที่คุมกำเนิดโดยการใส่ห่วงอนามัย 
  • ผู้ที่รับประทานยาปฏิชีวนะต่อเนื่องเป็นเวลานาน 
  • มีการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ 
  • หรืออาจเกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา หรืออาหารบางอย่าง (เช่น อาหารหมักดอง อาหารคาวจัด) 
  • ผู้หญิงบางคนที่ติดเชื้อชนิดนี้อาจไม่มีอาการใด ๆ แสดงออกมาก็ได้ อย่างไรก็ตาม ภาวะนี้อาจทำให้เกิด

อาการตกขาวผิดปกติ (ตกขาวมีปริมาณมากขึ้น อาจเหลวใสหรือเป็นสีขาวเนียนปนเทาอ่อน มีกลิ่นอับคล้ายกลิ่นคาวปลา ส่วนระดับความรุนแรงของกลิ่นแต่ละคนก็แตกต่างกันไป บางคนอาจไม่มีกลิ่น บางคนอาจมีกลิ่นแรงจนคนใกล้ตัวได้กลิ่น) และอาจมีอาการระคายเคืองหรือคันบริเวณช่องคลอด แสบร้อนเวลาปัสสาวะ ซึ่งอาการจะรุนแรงขึ้นโดยเฉพาะหลังร่วมเพศ

เชื้อทริโคโมแนส

Trichomoniasis หรือ โรคพยาธิในช่องคลอด เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากเชื้อโปรโตซัวที่มีชื่อว่า ทริโคโมแนส วาจินาลิส (Trichomonas vaginalis) เป็นการติดเชื้อที่พบได้ประมาณ 25% แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่แสดงอาการใด ๆ มีเพียง 30% ของผู้ป่วยเท่านั้นที่จะแสดงอาการของโรค 

โดยจะทำให้มีตกขาวผิดปกติ เช่น ตกขาวเป็นสีเหลืองหรือสีเขียว มีปริมาณมากขึ้น มีกลิ่นเหม็นออกเปรี้ยวเล็กน้อย ตกขาวมีลักษณะเป็นฟอง (ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของการติดเชื้อชนิดนี้) มีอาการบวม แดง คัน หรือรู้สึกแสบบริเวณอวัยวะเพศ, ปวดปัสสาวะบ่อย, เจ็บปวดขณะปัสสาวะหรือมีเพศสัมพันธ์ อาจมีเลือดไหลออกจากช่องคลอดแบบกะปริดกะปรอยหรือไหลออกมามาก

เชื้อรา

Vaginal candidiasis หรือ โรคเชื้อราในช่องคลอด เป็นการติดเชื้อที่พบได้ประมาณ 25% โดยเฉพาะจากเชื้อราแคนดิดา อัลบิแคนส์ (Candida albicans) ที่พบได้มากที่สุดซึ่งจะทำให้มีตกขาวที่ผิดปกติไปจากเดิม คือ 

  • ตกขาวเป็นสีขาวข้นคล้ายคราบนมหรือเป็นสีเหลืองขาว 
  • มีขนาดเล็กเป็นก้อนคล้ายนมบูด 
  • มีกลิ่นเหม็นอับ แต่ไม่มีกลิ่นคาว 
  • ร่วมกับมีอาการคันอย่างมากและระคายเคืองปากช่องคลอดหรือภายในช่องคลอด, 
  • ปากช่องคลอดมีอาการบวมแดง, 
  • มีอาการแสบร้อนเมื่อปัสสาวะหรือมีเพศสัมพันธ์, 
  • อาจเกิดผื่นแดงทั้งภายในและภายนอกช่องคลอด โดยอาจกระจายไปทั่วบริเวณหัวหน่าว อวัยวะเพศหรือต้นขา 

การติดเชื้อชนิดนี้ส่วนใหญ่แล้วจะมีสาเหตุมาจากความอับชื้น, การใช้ยาปฏิชีวนะ, การใช้ยาสเตียรอยด์, การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด, ในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ, ผู้ป่วยโรคเบาหวาน, ผู้ติดเชื้อเอดส์หรือโรคเชื้อราในช่องคลอด, หญิงตั้งครรภ์, ความเครียด เป็นต้น 

การสวมใส่เสื้อผ้าที่อบมากเกินไป การมีสภาพร่างกายที่อ้วนมาก รวมทั้งสภาพอากาศในบ้านเราที่ร้อนชื้นเป็นพิเศษ จะเหมาะแก่การเจริญเติบโตของเชื้อราเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้หญิงไทยเรามีการติดเชื้อราในช่องคลอดได้ง่ายมาก บางทีอยู่เฉย ๆ ยังไม่ได้ทำอะไรก็ยังเป็นเชื้อราในช่องคลอดได้ ซึ่งผิดกับผู้หญิงในเมืองหนาวที่มีจะมีการติดเชื้อราน้อยกว่า เพราะส่วนใหญ่จะเกิดเฉพาะในรายที่เป็นโรคเบาหวานหรือเป็นโรคต้องรับประทานยากดภูมิต้านทานบางอย่าง

เชื้อไวรัส

เกิดจากการติดโรคทางเพศสัมพันธ์ ส่วนใหญ่เป็นเชื้อ เฮอร์ปีส์ซิมเพล็กซ์ (Herpes simplex) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคเริม ทำให้มีตุ่มใส ๆ ขนาดเล็ก ต่อมาจะแตกออกกลายเป็นแผลและแสบคัน มีตกขาวสีเหลือง มีกลิ่นผิดปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในครั้งแรกที่ปรากฏอาการ

เชื้อบัคเตรีชนิดอื่น ๆ

เช่น เชื้อสแตฟีโลค็อกคัส (Staphylococcus), สเตรปโตค็อกคัส (Streptococcus) เป็นต้น ทั้งนี้อาจพบเชื้อต้นเหตุได้มากกว่า 1 ชนิดก็ได้

เกิดจากเนื้องอกอวัยวะสืบพันธุ์หญิง

เป็นสาเหตุที่พบได้รองลงมาจากการติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นเนื้องอกไม่ร้ายแรงหรือมะเร็งก็ตาม ก็อาจทำให้เกิดอาการตกขาวได้ โดยโรคมะเร็งที่มักก่ออาการตกขาวผิดปกติ คือ โรคมะเร็งช่องคลอด โรคมะเร็งปากมดลูก และโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

เกิดจากการมีวัตถุแปลกปลอมในช่องคลอด

ทำให้ผนังช่องคลอดระคายเคือง มีตกขาวเพิ่มมากขึ้นและมักมีกลิ่นเหม็น ในเด็กอาจพบเป็นเมล็ดผลไม้ เศษกระดาษ เศษลูกโป่ง ส่วนในผู้ใหญ่อาจพบเป็นผ้าอนามัยชนิดสอด กระดาษชำระ สำลี เศษยาง ถุงยางอนามัย หรืออุปกรณ์ทางเพศ แต่เมื่อเอาวัตถุแปลกปลอมเหล่านี้ออกแล้วก็จะหายเป็นปกติ

โรคที่มาพร้อมตกขาวผิดปกติ

อาการตกขาวที่ผิดปกติ

ตกขาวผิดปกติ (Pathologic vaginal discharge) มีอาการได้หลายแบบโดยเฉพาะสีและกลิ่นที่เปลี่ยนไป ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นภายใน

  • ตกขาวมีสีที่ผิดปกติไปจากเดิม เช่น จากใสไม่มีสีหรือสีขาวกลายเป็นสีเทา สีเขียว สีเหลือง สีชมพู สีน้ำตาล
  • ตกขาวมีลักษณะข้นขึ้นหรือจับตัวเป็นก้อนหนา ปนหนอง เป็นมูกเลือดหรือมีเลือดปน หรือมีลักษณะเป็นฟองปนออกมา
  • ตกขาวมีกลิ่นที่ผิดปกติหรือมีกลิ่นเหม็น (กลิ่นคล้ายเนื้อเน่า ปลาเน่า หรือมีกลิ่นคาวมาก)
  • มีปริมาณตกขาวเพิ่มมากขึ้นจนผิดสังเกตหรือทำให้บางครั้งต้องใช้ผ้าอนามัย
  • เป็นตกขาวติดต่อกันมานานเกิน 2 สัปดาห์
  • มีอาการผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น คันในบริเวณปากช่องคลอด ปวดแสบปวดร้อนบริเวณปากช่องคลอด มีอาการถ่ายปัสสาวะแสบขัด มีอาการเจ็บเมื่อมีเพศสัมพันธ์ มีรอยโรคหรือแผลบริเวณอวัยวะเพศ มีอาการปวดท้องน้อย มีไข้ ขัดเบา เป็นต้น

โรคที่มาพร้อมตกขาวผิดปกติ

หากมีตกขาวผิดปกติ  โดยการที่เกิดเป็นซ้ำๆ บ่อยๆ เพราะอาจส่งผลให้ปีกมดลูกเกิดการอักเสบ ท่อนำไข่ตัน เกิดภาวะมีบุตรยาก เพิ่มความเสี่ยงที่จะตั้งครรภ์นอกมดลูกสูงขึ้น หรือมีก้อนฝี หนองในอุ้งเชิงกรานได้  หรืออาจเกิดจากการติดเชื้อ หรือความไม่สมดุลในฮอร์โมนเพศอาจมีผลทำให้ตกขาวผิดปกติได้ ทำให้เกิดโรคได้ดังนี้

  1. เชื้อราในช่องคลอด ตกขาวจะมีลักษณะสีขาวขุ่นเป็นก้อน ๆ ออกมาจำนวนมาก บางครั้งอาจมีสีเขียวจากการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย อาการที่เป็นลักษณะเด่น คือ คันบริเวณช่องคลอด  หรืออวัยวะเพศ  บางรายเกาจนเกิดเป็นแผล ทำให้แสบเวลาขับถ่ายปัสสาวะหรือโดนน้ำ
    ในกรณีที่แผลร่วมด้วย อาจจะต้องตรวจหาโรคติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์ด้วย เช่น เริม เป็นต้น
  2. เชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด ตกขาวจะมีลักษณะเป็นสีเขียว กลิ่นคาว ไม่คัน ไม่มีอาการแสบช่องคลอด
  3. เชื้อพยาธิในช่องคลอด ตกขาวมีลักษณะสีขาวเทา ตรวจพบการอักเสบที่ช่องคลอดและปากมดลูก
  4. โรคติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์ เช่น เริม ส่วนมากจะมีอาการเจ็บ แสบ คัน  มีตุ่มแผลที่อวัยวะเพศ ร่วมกับปัสสาวะแสบขัด บางครั้งอาจจะมีไข้ร่วมด้วย  

การรักษาตกขาวผิดปกติ

ต้องรักษาที่สาเหตุ และโรคที่ป่วยร่วมด้วย (ถ้ามี) ทั้งการรักษาด้วยยาเฉพาะทางหรือการผ่าตัด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอาการป่วยและความรุนแรงของโรค แต่โดยทั่วไปตกขาวผิดปกติมักจะเกิดจากการติดเชื้อประเภทแบคทีเรียหรือเชื้อราในช่องคลอด ซึ่งสามารถรักษาให้หายได้ด้วยการรับประทานยา ใช้ครีม/เจลทาในช่องคลอด หรือใช้ยาเหน็บช่องคลอด ดังนี้

  • ตกขาวจากเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial vaginosis) เป็นอาการที่สามารถหายไปได้เอง หากผู้ป่วยไม่มีอาการใด ๆ ที่เป็นปัญหาและไม่ได้ตั้งครรภ์ก็อาจไม่จำเป็นต้องรับการรักษา ส่วนในรายที่มีอาการ ส่วนใหญ่แพทย์จะให้การรักษาด้วยการรับประทานยาปฏิชีวนะเมโทรนิดาโซล (Metronidazole)
  • ตกขาวจากเชื้อทริโคโมแนส (Trichomonas vaginalis) เป็นโรคที่ต้องได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะโดยเร็วที่สุด เพื่อลดโอกาสการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น ซึ่งการรักษาส่วนใหญ่จะเป็นการรักษาด้วยการรับประทานยาปฏิชีวนะเมโทรนิดาโซล (Metronidazole) เช่นเดียวกับการรักษาอาการตกขาวจากเชื้อแบคทีเรีย
  • ตกขาวจากเชื้อรา (Candida albicans) การรักษาการติดเชื้อราในช่องคลอด โดยส่วนใหญ่แล้วแพทย์จะพิจารณาให้ใช้ยาเหน็บช่องคลอดโคลไตรมาโซล (Clotrimazole vaginal tablets) เพื่อยับยั้งทำลายเชื้อราและกระบวนการสร้างเซลล์ของเชื้อรา ซึ่งยานี้จะมีทั้งขนาด 100 และ 500 มิลลิกรัม (หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปโดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ แต่หากใช้แล้วไม่หายหรืออาการยังไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษา
  • การใช้ยาปฏิชีวนะ เพื่อรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อทริโคโมแนสควรอยู่ภายใต้การดูแลและคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ ผู้ป่วยไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง เพราะอาจมีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะเมื่อคุณกำลังตั้งครรภ์หรือใช้ต้องใช้ยาติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน และขนาดยาที่แนะนำให้ใช้ตามวิธีการรักษาด้านบนเป็นเพียงขนาดยาที่ใช้โดยทั่วไปสำหรับผู้ใหญ่เท่านั้น

ป้องกันการตกขาวผิดปกติ

  • หลีกเลี่ยงการสวนล้างช่องคลอด และน้ำยาอนามัยล้างเฉพาะที่ ควรใช้เพียงแค่น้ำสะอาดล้างภายนอกเพียงอย่างเดียวเพื่อรักษาความสมดุลของแบคทีเรียในช่องคลอด
  • หลีกการใช้แผ่นอนามัยติดต่อกันทุกวัน เนื่องจากจะทำให้เกิดการอับชื้นได้
  • ควรใช้ถุงยางอนามัยขณะที่มีเพศสัมพันธ์
  • ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะเป็นระยะเวลานาน หากไม่จำเป็น
  • ดูแลอวัยวะเพศให้แห้งอยู่เสมอ ไม่อับชื้น
  • หากพบว่ามีการตกขาวผิดปกติควรรีบไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษา เพราะการเกิดภาวะตกขาวนั้น เกิดจากสาเหตุที่แตกต่างกันออกไป ทางที่ดีที่สุด หากรู้สึกว่ามีอาการตกขาวที่ผิดปกติ ควรเข้าพบแพทย์เพื่อรักษาและคำแนะนำจากแพทย์อย่างถูกต้อง หากปล่อยไว้ นอกจากจะเกิดความรำคาญใจ แล้วยังส่งผลให้เกิดการรักษาที่ยากตามมาอีกด้วย

ตรวจอาการตกขาวที่ผิดปกติ ที่ภูเก็ตตรวจได้ที่ไหน?

ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก ให้บริการที่ใกล้ชิด ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทาง พร้อมทั้งทีมงานที่มีความชำนาญ พร้อมให้คำปรึกษาและ การรักษา โดยคุณสามารถเข้ารับบริการได้ทั้ง walk-in หรือนัดหมายล่วงหน้า เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเข้ารับบริการ
จองคิวออนไลน์ https://phuketmedicalclinic.youcanbook.me
เวลาทำการ 🕙 10:00-18:00 น. ทุกวัน
เบอร์ติดต่อ ☎️ 096-696-2449
Line id : @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ) หรือ https://lin.ee/R1TKRDo
แผนที่ 📌https://goo.gl/maps/xu45eTQUTjgpukJa7
Website 🌐https://phuketmedicalclinic.com
ปรึกษาแพทย์หรือสอบถามเพิ่มเติมได้เลยนะครับ
Inbox : m.me/100483916443107
สุขภาพคุณให้เราดูแล#คลินิกภูเก็ต
Phuket #Clinic #ภูเก็ตเมดิคอลคลินิก