วัคซีน มีความสำคัญต่อการหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อหลายชนิด จึงนับได้ว่าวัคซีนมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ไม่แพ้ยารักษาโรค ถึงแม้ว่าวัคซีนหลายชนิดมีความปลอดภัยในการนำไปใช้ฉีดป้องกันโรคก็ตาม แต่ยังคงพบว่าวัคซีนบางชนิดก่อให้เกิดอันตรายที่รุนแรงต่อผู้ใช้ 

ถึงแม้ว่าการฉีดวัคซีนในเด็กเป็นสิ่งจำเป็น แต่การฉีดวัคซีนตั้งแต่ในวัยเด็กมาแล้ว นั้นก็ทำให้ภูมิคุ้มกันก็ลดลงตามเวลาที่ผ่านไป และในชีวิตแต่ละช่วงเราอาจมีโอกาสสัมผัสโรคต่าง ๆ ที่แตกต่างจากในวัยเด็ก อีกทั้งอายุที่มากขึ้นอาจทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง จนทำให้มีความเสี่ยงที่จะติดโรคต่าง ๆ ได้  ดังนั้นการฉีดวัคซีนในวัยผู้ใหญ่ ก็มีความจำเป็น เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันเดิมที่มีอยู่ให้สูงขึ้นให้เพียงพอต่อการป้องกันโรค และป้องกันการติดเชื้อโรคอื่น ๆ ที่เรามีโอกาสสัมผัส

ทำไมเราต้อง ฉีดวัคซีน ป้องกันโรค

วัคซีน คืออะไร ?

วัคซีน (Vaccine)  คือ เป็นสารชีววัตถุ (biological preparation) ที่ผลิตขึ้นจากเชื้อจุลชีพ หรือสารชีวพิษของเชื้อจุลชีพ (toxin) หรือการให้ เชื้อหรือส่วนหนึ่งของเชื้อเข้าไปในร่างกายเพื่อกระตุ้นให้มีการสร้างภูมิคุ้มกันโรค หรือแอนติบอดี เพื่อต่อต้านการติดเชื้อ เมื่อมีเชื้อจุลชีพเข้าสู่ร่างกายได้ซึ่งอาจให้เวลานานนับสัปดาห์ หรือนับเดือนกว่าจะมีภูมิป้องกันโรคได้

การสร้างภูมิคุ้มกันโรคอาจทำได้อีกวิธีหนึ่ง โดยการให้ภูมิต้านทานสำเร็จ หรือที่แพทย์เรียกว่า อิมมูโนโกลบูลิน เข้าไปในร่างกายและสามารถต่อต้านเชื้อโรคได้ทันที วัคซีนไม่ได้ หมายความถึง แต่การให้ภูมิคุ้มกันแก่เด็กเท่านั้น แต่ในบางประเภทของวัคซีนมีความมุ่งหมายให้ใช้ในการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ผู้ใหญ่ด้วย ได้แก่ วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ และบี วัคซีนป้องกันอีสุกอีใส ไข้หวัดใหญ่ นิวโมคอคคัส และวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด เป็นต้น

ดังนั้น ผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้ว ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะถูกกระตุ้นเพื่อให้มีภูมิคุ้มกันเพื่อต่อต้านการติดเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ หรือหากเกิดความเจ็บป่วยขึ้น อาการของโรคก็จะรุนแรงน้อย เนื่องจากร่างกายมีภูมิคุ้มกันแล้ว 

ทำไมเราต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรค

การที่เราจำเป็นจะต้องฉีดวัคซีนนั้น เพื่อเป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันโรคติดต่อที่ร้ายแรง โดยเฉพาะกับเด็ก ผู้สูงอายุ และกลุ่มผู้ที่มีโรคประจำตัว เนื่องจากการฉีดวัคซีนช่วยป้องกันตัวคุณเอง และคนรอบข้างจากการเจ็บป่วยรุนแรง และการเสียชีวิต โดยในแต่ละปีวัคซีนสามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคต่างๆ  และช่วยลดการแพร่ระบาด และลดผลกระทบที่ร้ายแรงของโรคต่อผู้ป่วย

นอกจากนี้ การฉีดวัคซีนยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันหมู่ หรือ Herd immunity ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อมีคนจำนวนมากพอที่ได้รับวัคซีน ทำให้ป้องกันการติดเชื้อไปยังผู้ที่ไม่สามารถฉีดวัคซีนได้ เช่น ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด ผู้มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เด็กอายุต่ำกว่า 2 เดือน และมีกรณีที่วัคซีนช่วยกำจัดโรคให้สูญพันธุ์จนไม่ต้องมีการฉีดวัคซีนอีกต่อไป ได้แก่ โรคฝีดาษที่ในอดีตเคยคร่าชีวิตผู้คนไปหลายร้อยล้านคน

วัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันได้อย่างไร?

การสร้างภูมิคุ้มกันโดยวิธีการให้วัคซีน เป็นวิธีการสร้างภูมิคุ้มกันชนิดที่กระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นเอง (Active immunization) วิธีนี้จะใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงเดือน เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันโรคได้อย่างเพียงพอ ชนิดของวัคซีนแบ่งออกเป็นหลายประเภทตามวิธีการผลิตวัคซีน เช่น

  • วัคซีนชนิดเชื้อตาย (Killed Vaccine) ใช้ตัวของเชื้อโรคที่ทำให้ตายแล้วมาเป็นตัวกระตุ้นภูมิคุ้มกัน เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ วัคซีนโปลิโอชนิดฉีด วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอและบี ไอกรน และวัคซีนพิษสุนัขบ้า
  • วัคซีนชนิดเชื้อเป็น (Live Vaccine) โดยนำเอาตัวของเชื้อโรคมาทำให้หมดกำลัง หรืออ่อนแรงลงจนไม่สามารถก่อโรคได้ หรือทำอันตรายต่อมนุษย์ได้ จากนั้นจึงนำมากระตุ้นภูมิคุ้มกัน เช่น วัคซีนโรคหัด วัคซีนคางทูม วัคซีนหัดเยอรมัน วัคซีนป้องกันวัณโรค อีสุกอีใส งูสวัด และไข้สมองอักเสบ เจอี (ชนิดเชื้อเป็น)
  • วัคซีนประเภทท็อกซอยด์ (Toxoid) เป็น วัคซีนที่ผลิตจากพิษของเชื้อโรค โดยนำพิษมาทำให้หมดฤทธิ์ หรือหมดความรุนแรง  แต่ยังสามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้  เช่น วัคซีนบาดทะยัก วัคซีนคอตีบ เป็นต้น

การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคด้วยวัคซีนถือเป็นการป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพสูงและมีความคุ้มค่า ผลประโยชน์ของการได้รับวัคซีนเกิดกับทั้งผู้ที่ได้รับวัคซีนและสังคมที่ได้รับประโยชน์จากภูมิคุ้มกันกลุ่ม (Herd immunity) 

วัคซีนที่ควรได้รับการฉีดมีอะไรบ้าง?

วัคซีนป้องกันงูสวัด (Zoster vaccine)
โรคงูสวัดมักจะก่อให้เกิดอาการเจ็บปวดรุนแรง และเป็นระยะเวลานาน โดยในบางรายอาจมีอาการปวดยาวนานถึง 2 ปี 

แนะนำให้ฉีดในผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปี ขึ้นไป เนื่องจากเป็นช่วงอายุที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคงูสวัดสูงสุด ผู้ป่วยที่มีอายุ 50 – 59 ปีที่มีความประสงค์จะรับวัคซีนนี้ ควรปรึกษาแพทย์เนื่องจากวัคซีนนี้สามารถป้องกันโรคงูสวัดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในช่วง 5 ปีแรก แนะนำฉีดเพียงครั้งเดียว ไม่ต้องมีการฉีดกระตุ้นซ้ำ ซึ่งวัคซีนสามารถลดอาการปวดลงได้ประมาณ 70 % และลดการเกิดโรคได้ประมาณ 50 %

วัคซีนป้องกันงูสวัด

วัคซีนป้องกันวัณโรค (Bacillus Calmette-Guerin Vaccine : BCG)

วัณโรคเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียทีบี เมื่อร่างกายได้รับเชื้อวัณโรคเข้าสู่ร่างกาย เชื้อส่วนใหญ่จะถูกทำลายโดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย มีเพียงส่วนน้อยที่จะหลบซ่อนอยู่ตามอวัยวะต่างๆ และอยู่ในภาวะสงบโดยไม่ก่อให้เกิดโรค หากแต่เมื่อใดที่ร่างกายอ่อนแอลง เชื้อที่ซ่อนตัวอยู่จะทำให้เกิดโรค 

วัคซีนป้องกันวัณโรค เป็นการทำให้เชื้อโรคอ่อนแรงลง กลไกการทำงานของวัคซีน คือ เชื้อที่ฤทธิ์อ่อนลงจะเข้าไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้สามารถรับมือกับเชื้อวัณโรคได้

วัคซีนป้องกันโปลิโอ (Polio Vaccine )

โรคโปลิโอ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสโปลิโอผ่านทางน้ำมูก น้ำลาย หรืออุจจาระของผู้ที่มีเชื้ออยู่ อาการที่รุนแรง คือ เกิดอาการอัมพาตแบบอ่อนปวกเปียกเฉียบพลัน (Acute flaccid paralysis)

วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ มี 2 ชนิด ได้แก่ 

  • วัคซีนเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ ซึ่งให้โดยการหยอดทางปาก เรียกว่า Oral poliovirus vaccine (OPV)  ให้หยด bivalent OPV (type1, 3) 5 ครั้ง ร่วมกับฉีด IPV 1 ครั้งที่อายุ 4 เดือน
  • วัคซีนเชื้อตาย เรียกว่า inactivated poliovirus vaccine (IPV) ซึ่งให้โดยการฉีด ซึ่งสามารถใช้วัคซีนชนิดฉีด (ปัจจุบันรวมอยู่กับวัคซีนป้องกันคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก) แทนชนิดกินได้ทุกครั้ง หากใช้ชนิดฉีดอย่างเดียวโดยตลอดอาจให้เพียง 4 ครั้ง โดยงดเมื่ออายุ 18 เดือนได้

วัคซีนป้องกันอีสุกอีใส (Varicella or Chickenpox Vaccine)

โรคอีสุกอีใส  เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ผู้ที่เป็นโรคก็จะมีอาการไข้ ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร มีผื่นขึ้นตามตัว ต่อมาจะเป็นตุ่มพองใสคล้ายหยดน้ำ และกลายเป็นตุ่มหนอง แห้งและตกสะเก็ดในที่สุด อาจมีแผลเป็นได้หากมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน

  • สำหรับวัคซีนอีสุกอีใส สามารถให้ฉีดในเด็กอายุตั้งแต่ 9 เดือนขึ้นไป โดยการฉีดวัคซีน 1 ครั้ง จะมีภูมิคุ้มกันขึ้นได้ประมาณ 85% แต่อาจไม่เพียงพอที่จะป้องกัน  การให้วัคซีนเข็มที่ 2 จะทำให้มีภูมิคุ้มกันขึ้นได้ถึง 98% และป้องกันโรครุนแรงได้ถึง 100% จะเห็นได้ว่าการให้วัคซีนอีสุกอีใสไม่สามารถป้องกันโรคได้ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่สามารถลดความรุนแรงของโรคได้
  • สำหรับช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการฉีดวัคซีน ถ้าเริ่มให้เข็มแรกตอนอายุ น้อยกว่า13 ปี ควรได้รับการกระตุ้นอีกครั้งตอนอายุ 4-6 ปี หรือห่างกันอย่างน้อย 3 เดือน และถ้าให้ในเด็กอายุมากกว่า 13 ปี หรือผู้ใหญ่ควรให้ 2 ครั้งห่างกันอย่างน้อย 28 วัน 
  • ประโยชน์ของการฉีดวัคซีนก็คือ ผู้ที่ได้รับวัคซีนจะมีโอกาสเกิดโรคงูสวัดน้อยกว่าผู้ที่ติดเชื้อตามธรรมชาติมาก และหากเกิดโรคอีสุกอีใส อาการมักจะน้อยจำนวนตุ่มก็มักจะน้อยกว่าผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน

วัคซีนป้องกันโรคท้องร่วง

โรคท้องร่วง เกิดจากไวรัสโรต้า (Rotavirus) เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคท้องร่วงในเด็กเล็ก โดยมักจะเกิดกับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยเชื้ออาจติดมากับมือ ของเล่นที่เปื้อน  หรืออุจจาระของผู้ที่ติดเชื้อ เมื่อเด็กสัมผัสและเอามือเข้าปาก เชื้อโรคก็จะเข้าสู่ร่างกายโดยตรง ทำให้มีไข้ ปวดท้อง อาเจียน และท้องเสียได้

วัคซีนโรต้าไวรัสที่ใช้ในปัจจุบันในประเทศไทย เป็นวัคซีนที่ทำจากเชื้อไวรัสโรต้าที่มีชีวิต  มี 2 ชนิด ได้แก่

  • วัคซีนโรต้าไวรัสชนิดที่ 1 ประกอบด้วยไวรัสโรต้าสายพันธุ์ที่เก็บจากมนุษย์ 1 สายพันธุ์ (RV1) ให้วัคซีน 2 ครั้ง โดยให้ทางปาก (รับประทาน) ที่อายุ 2 เดือน และ 4 เดือน
  • วัคซีนโรต้าไวรัสชนิดที่ 2 ประกอบด้วยไวรัสโรต้าสายพันธุ์ที่เก็บจากวัว 5 สายพันธุ์ (RV5) และใส่พันธุกรรมของสายพันธุ์มนุษย์เข้าไป โดยชนิดนี้ต้องให้วัคซีน 3 ครั้ง ทางปาก (รับประทาน) ที่อายุ 2 เดือน , 4 เดือน และ 6 เดือน

วัคซีนทั้ง RV1 และ RV5 สามารถป้องกันโรคโรต้าไวรัสได้ใกล้เคียงกัน เด็กที่ไม่เคยได้รับวัคซีนนี้ มีโอกาสป่วยเป็นโรคท้องร่วงจากโรต้าไวรัสก่อนอายุครบ 5 ขวบเกือบทุกคน ส่วนทารกที่ได้รับวัคซีนครบ จะสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ร้อยละ 70-80 และป้องกันอาการรุนแรงหลังติดเชื้อได้ร้อยละ 90 โดยให้พร้อมกับวัคซีนอื่นๆ ตามวัย 

วัคซีนป้องกันอหิวาตกโรค

วัคซีนป้องกันอหิวาตกโรค(Cholera Vaccine)

อหิวาตกโรค เป็นโรคติดต่ออันตรายร้ายแรงและสามารถระบาดได้อย่างรวดเร็ว แหล่งที่ เกิดโรคมักเกิดในชุมชนที่อยู่กันอย่างหนาแน่น และในถิ่นที่ไม่มีน้ำสะอาดใช้อย่างพอเพียง ไม่มี ส้วมที่ถูกสุขลักษณะ มีการสุขาภิบาลไม่ดี เช่น มีการทิ้งขยะเกลื่อนกลาด ร้านอาหารไม่สะอาด ถูกหลักสุขาภิบาล

  • วัคซีนป้องกันอหิวาตกโรค เป็นวัคซีนที่ผู้ที่ต้องเดินทางส่วนใหญ่ควรได้รับ ส่วนมากโรคนี้จะระบาดในพื้นที่ที่ไม่สะอาดและไม่ถูกสุขลักษณะ มีน้ำที่ไม่สะอาด เช่น เขตแอฟริกา เอเชียใต้ หรือตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง อเมริกากลาง และเขตทะเลแถบแคริบเบียน
  • วัคซีนชนิดนี้จะเป็นวัคซีนชนิดรับประทานแบ่งให้ 2 ครั้ง โดยให้ห่างกันในระยะเวลา 1 – 6 สัปดาห์ เด็กอายุ 2 – 6 ปี ควรได้รับ 3 ครั้ง โดยระยะห่าง 1 – 6 สัปดาห์เช่นกัน ผู้รับวัคซีนต้องมั่นใจว่า ได้รับวัคซีนครบถ้วนก่อนจะออกเดินทางอย่างน้อย 1 สัปดาห์

วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies Vaccine) 

โรคพิษสุนัขบ้า หรือโรคกลัวน้ำเป็นโรคติดเชื้อในระบบประสาทจากสัตว์สู่คน มีอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต ผู้ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าจะเสียชีวิตเกือบทุกราย เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มียาที่ใช้ในการรักษา แต่ทั้งนี้โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีน

  • วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเป็นวัคซีนที่พบได้บ่อยถ้าต้องเดินทางไปอยู่ในประเทศที่มีสัตว์เร่ร่อนจำนวนมาก และถ้าต้องอยู่ในประเทศนั้นเป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือน หรือต้องทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการสัมผัสกับสัตว์นำโรค 
  • การให้วัคซีนแบ่งให้เป็น 3 ครั้ง ครั้งที่ 2 จะแบ่งให้หลังจากรับเข็มแรก 7 วัน และครั้งที่ 3 จะรับหลังจากเข็มที่ 2 เป็นเวลา 14 – 21 วัน การรับเข็มกระตุ้นหรือเข็มที่ 4 ไม่จำเป็นต่อผู้ที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ นอกเสียจากว่า เคยได้รับวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้ามานานกว่า 10 ปีแล้ว

วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza vaccine)
โรคไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่  โดยไข้หวัดใหญ่ จะแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล (Endemic flu) และไข้หวัดใหญ่ระบาดใหม่ (Pandemic flu) ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009

  • พิจารณาให้ฉีดในเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไปโดยเฉพาะเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี และเด็กที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรครุนแรง เช่น เด็กที่จะเป็นโรคเรื้อรัง(รวมหอบหืด) โรคหัวใจ โรคอ้วนที่ BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 35 ภูมิคุ้มกันบกพร่อง และโรคเรื้อรัง เป็นต้น
  • ถ้าอายุน้อยกว่า 9 ปี การฉีดครั้งแรกต้องฉีดสองเข็มห่างกัน 1 เดือน กรณีที่ปีแรกได้ไปฉีดเพียงครั้งเดียว ปีถัดมาให้ฉีดสองครั้ง จากนั้นจึงสามารถฉีดปีละครั้งได้
  • วัคซีนไข้หวัดใหญ่ แนะนำให้ฉีดทุกปี ปีละ 1 ครั้งเนื่องจากเชื้อไข้หวัดใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุ ตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีโรคหัวใจ โรคหอบหืด โรคถุงลมโป่งพอง โรคเบาหวาน โรคไต โรคเลือด รวมถึงผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือได้รับยากดภูมิคุ้มกัน

วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ (Pneumococcal vaccine)

โรคปอดอักเสบ (pneumonitis) หรือที่เรียกกันว่า ปอดบวม เป็นการอักเสบของเนื้อปอดที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะปอดอักเสบจากการติดเชื้อในเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภาวะภูมิต้านทานต่ำ ซึ่งบางครั้งการติดเชื้ออาจรุนแรงและทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงจึงควรได้รับการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคไว้ก่อน

  • วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ เป็นการป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย นิวโมคอคคัส ซึ่งเป็นสาเหตุสําคัญของการติดเชื้อปอดอักเสบ และอาจก่อให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงนำไปสู่การเสียชีวิตได้ 
  • แนะนำให้ฉีดวัคซีนในผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรงได้แก่ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี ผู้ป่วยที่ตัดม้าม ผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือได้รับยากดภูมิคุ้มกัน โรคหัวใจ โรคหอบหืด โรคถุงลมโป่งพอง โรคตับแข็ง โรคไตวายเรื้อรัง โรคเบาหวาน รวมถึงผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ

วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A vaccine)

โรคไวรัสตับอักเสบเอ เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่ม picornavirus ทำให้เกิดการอักเสบแบบเฉียบพลันของตับ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงตับอักเสบรุนแรงมาก โดยทั่วไปอาการจะหายเป็นปกติภายใน 2 เดือน

  • วัคซีนชนิดเชื้อไม่มีชีวิต (inactivated vaccine ) ฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป โดยฉีด 2 เข็มห่างกัน 6-12 เดือน อาจใช้ต่างชนิดได้ในการฉีดแต่ละครั้ง
  • วัคซีนชนิดเชื้อมีชีวิต (live vaccine ) ฉีดได้ตั้งแต่อายุ 18 เดือนขึ้นไป เพียงเข็มเดียว และใช้แทนวัคซีนชนิดเชื้อไม่มีชีวิตได้

แนะนำฉีดวัคซีนประชากรกลุ่มเสี่ยงต่อการติดโรคนี้ ได้แก่ ผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง เนื่องจากมีโอกาสสูงในการเกิดโรครุนแรง ผู้ประกอบอาหาร กลุ่มชายรักชาย ผู้ติดยาเสพติด ผู้ที่จะเดินทางไปประเทศที่มีความเสี่ยงสูงในการติดเชื้อ โดยฉีดเพียง 1 เข็มสำหรับวัคซีนเชื้อเป็น

วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B vaccine)
ไวรัสตับอักเสบบี เป็นโรคที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อเรื้อรังนำไปสู่โรคตับแข็งและมะเร็งตับได้

  • เด็กทุกคนต้องได้รับวัคซีนอย่างน้อย 3 เข็มถ้าไม่มีข้อห้าม และเข็มสุดท้ายต้องอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 6 เดือน
  • ทารกที่คลอดจากมารดาที่ HBsAg ให้ผลลบ ให้ฉีดวัคซีนจำนวน 3 ครั้งเมื่อแรกเกิด อายุ 1-2 เดือน และอายุ 6 เดือนตามลำดับ
  • ทารกที่คลอดจากมารดาที่ HBsAg ให้ผลบวก(โดยเฉพาะถ้า HBeAg เป็นบวกด้วย) พิจารณาให้ภูมิต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBIG) ภายใน 12 ชั่วโมงหลังคลอด และให้วัคซีนครั้งที่ 1 พร้อมกันคนละตำแหน่งกับที่ฉีด HBIG
  • กรณีทารกได้รับ HBIG ให้ฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 เมื่ออายุ 1-2 เดือน และครั้งที่ 3 เมื่ออายุ 6 เดือน
  • กรณีทารกไม่ได้รับ HBIG ให้ฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 เมื่ออายุ 1 เดือน และครั้งที่ 3 เมื่ออายุ 6 เดือน
  • แนะนำฉีดวัคซีนประชากรกลุ่มเสี่ยงต่อการติดโรคนี้ ได้แก่ ผู้ติดยาเสพติด รักร่วมเพศ ผู้ป่วยโรคไตที่ทำการฟอกไต ผู้ป่วยที่รับเลือดบ่อย ผู้ที่มีคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ โดยฉีดทั้งหมด 3 ครั้ง ครั้งที่ 2 ห่างครั้งแรก 1-2 เดือน ครั้งที่ 3 ห่างครั้งแรก 6 เดือน
วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน

วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน (Diphtheria, Tetanus, Pertussis or Whooping Cough)

  • คอตีบ (D-Diphtheria) เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Corynebacterium diphtheriae สร้างสารพิษที่ทำให้เกิดแผ่นเนื้อเยื่อหนาตัวขึ้นในลำคอ เป็นเหตุให้เกิดการตีบตันของระบบทางเดินหายใจ กล้ามเนื้ออัมพาต หัวใจล้มเหลว และอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต ถึงแม้จะได้รับการรักษา แต่ผู้ป่วยประมาณ 1 ใน 10 คน อาจเสียชีวิตจากการติดเชื้อนี้ได้
  • บาดทะยัก (T-Tetanus) เป็นโรคที่มีความรุนแรงถึงแก่ชีวิต เกิดจากสารพิษที่สร้างจากเชื้อแบคทีเรีย Clostridium tetani สารพิษดังกล่าวทำให้กล้ามเนื้อทั่วร่างกายเกิดการหดเกร็ง ซึ่งอาจนำไปสู่อาการ ขากรรไกรค้าง (Locking of the jaw) ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถอ้าปาก กลืน หรือแม้กระทั่งหายใจ บาดทะยักสามารถคร่าชีวิตของผู้ติดเชื้อได้ถึง 1 ใน 5 คน
  • ไอกรน (P-Pertussis หรือ Whooping cough) เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจที่มีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย Bordetella pertussis เชื้อดังกล่าวทำให้เกิดอาการไอที่ควบคุมไม่ได้อย่างรุนแรง มีผู้ใหญ่ที่ป่วยเป็นโรคไอกรนถึง 1 ใน 20 คน ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ขึ้น สิ่งที่น่ากังวลคือผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อไอกรนอาจแพร่เชื้อไปสู่เด็กทารกซึ่งมีความเสี่ยงมากที่สุดที่จะเกิดอาการรุนแรงจนอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต

วัคซีนบาดทะยัก-คอตีบ-ไอกรน/บาดทะยัก-คอตีบ (Tdap/Td) เข็มรวม สำหรับผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ ควรฉีดวัคซีนกระตุ้นเพื่อให้มีภูมิคุ้มกันเพียงพอต่อการป้องกันโรคทั้ง 3 ชนิดนี้ โดยควรฉีดวัคซีน บาดทะยัก-คอตีบ-ไอกรน(Tdap) 1 ครั้งในวัยผู้ใหญ่ หลังจากนั้นฉีดวัคซีนบาดทะยัก-คอตีบ (Td) ทุก 10 ปี

  • วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก ไอกรนชนิดเต็มเซลล์ และโปลิโอเชื้อเป็นชนิดหยอด (DTwP, OPV) เป็นวัคซีนพื้นฐาน
  • วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก ไอกรนแบบไม่มีเซลล์ และโปลิโอเชื้อตายชนิดฉีด (DTaP, IPV) สำหรับเป็นวัคซีนทางเลือกในกรณีที่ให้วัคซีนไอกรนชนิดเต็มเซลล์แล้วเกิดไข้สูง หรือชัก หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
  • วัคซีนป้องกันโรคคอตีบสำหรับกระตุ้น บาดทะยักไอกรนแบบไม่มีเซลล์สำหรับกระตุ้น (อาจมีหรือไม่มีวัคซีนโปลิโอชนิดฉีดรวมอยู่ด้วย) (dTap+/-IPV) ใช้สำหรับกระตุ้นในเด็กโตหรือผู้ใหญ่ เนื่องจากไม่สามารถให้แบบปกติได้ เพราะจะเกิดผลข้างเคียงรุนแรง

วัคซีนป้องกันโรคหัด คางทูม หัดเยอรมัน (Measles or Rubeola, Mumps, Rubella or German Measles) 

  • โรคหัด ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง ไอ ตาแดง มีผื่นขึ้นเริ่มจากไรผม ลามมาที่ใบหน้า ลำตัวและแขนขา ในเด็กเล็กและผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่องอาจมีภาวะแทรกซ้อนทางปอด ซึ่งมีความรุนแรงและอัตราการเสียชีวิตสูง
  • โรคคางทูม มักมีอาการไม่ค่อยรุนแรง เช่น มีไข้ ต่อมน้ำลายอักเสบ อัณฑะอักเสบ โดยบางครั้งอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือสมองอักเสบ เป็นต้น
  • โรคหัดเยอรมัน ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง ยกเว้นในเด็กโตหรือผู้ใหญ่ โดยมีอาการไข้ ผื่น ต่อมน้ำเหลืองโต ความสำคัญคือหากมีการติดเชื้อในหญิงตั้งครรภ์ อาจมีโอกาสเสี่ยงต่อทารกเสียชีวิตในครรภ์หรือพิการแต่กำเนิดได้

ให้วัคซีนครั้งแรกเมื่ออายุ 9-12 เดือน ครั้งที่ 2 เมื่ออายุ 2-4 ปี (กระทรวงสาธารณสุขให้ที่อายุ 2 ปีครึ่ง)

  • กรณีที่ต้องการฉีดวัคซีนป้องกันหัด หัดเยอรมัน คางทูมและอีสุกอีใสในเวลาเดียวกัน สามารถใช้วัคซีนรวม หัด หัดเยอรมัน คางทูมและอีสุกอีใส (MMRV) แทนการฉีดแบบแยกเข็มได้ทุกครั้งในเด็กอายุตั้งแต่ 1-12 ปี การใช้วัคซีนรวม MMRV ที่อายุ 2-4 ปีแทนการฉีดวัคซีนแบบแยกเข็มพบว่ามีอาการข้างเคียงไม่แตกต่างกัน
  • การใช้วัคซีนรวม MMRV ในเด็กอายุ 12-23 เดือนมีโอกาศเกิดการชักจากไข้ได้มากกว่าการฉีดแบบแยกเข็ม กรณีที่เคยได้วัคซีน MMR หรือ VZV มาก่อน แนะนำให้ใช้วัคซีนรวม MMRV ห่างจากวัคซีน MMR และ VZV ครั้งก่อน อย่างน้อย 3 เดือน

วัคซีนป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก หรือเชื้อไวรัสเอชพีวี (Human Papillomavirus Vaccine- HPV)

เชื้อไวรัสเอชพีวี เป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดการติดเชื้อบริเวณเยื่อบุอวัยวะเพศที่สำคัญ และเป็นสาเหตุหลักของรอยโรคก่อนมะเร็ง และมะเร็งปากมดลูกในสตรีถึง 70% การติดเชื้อนี้ในธรรมชาติไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อสายพันธุ์อื่นได้และไม่ทำให้ภูมิต้านทานขึ้นสูงพอที่จะป้องกันการติดเชื้อซ้ำได้ วัคซีนนี้บางครั้งจึงเรียกว่า วัคซีนป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก

  • วัคซีนเอชพีวี (HPV) มี 2 ชนิดคือ ชนิด 2 สายพันธุ์ (16, 18) และชนิด 4 สายพันธุ์(6,11,16,18) หากต้องการให้ป้องกันหูดหงอนไก่ด้วยต้องใช้วัคซีนชนิด 4 สายพันธุ์
  • แนะนำให้ฉีดในหญิงและชายอายุ 9-26 ปี เน้นให้ฉีดในช่วงอายุ 11-12 ปี โดยฉีด 3 เข็มในเดือนที่ 0,1-2 และ 6
  • ในวัยรุ่นที่แข็งแรงดี หากฉีดเข็มแรกก่อนอายุ 15 ปี ให้ฉีด 2 เข็มได้ ที่ 0, 6-12 เดือน
  • ประสิทธิภาพจะสูงหากฉีดในผู้ที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์หรือไม่เคยติดเชื้อมาก่อน แม้ว่าเคยมีการติดเชื้อหรือเคยเป็นโรคจากการติดเชื้อเอชพีวีก็ยังควรได้รับวัคซีนเอชพีวีเพราะสามารถป้องกันการติดเชื้อใหม่และการเกิดโรคซ้ำได้
  • การฉีดในผู้ที่อายุมากกว่า 26 ปี อาจพิจารณาให้เป็นกรณีๆไป
วัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวี

วัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบเจอี (Japanese encephalitis vaccine Encevac)

โรคไข้สมองอักเสบเจอี เกิดจากเชื้อไวรัสเจอี (Japanese encephalitis) โรคนี้แพร่ระบาดอยู่ในทวีปเอเชีย มียุงรำคาญเป็นพาหะนำโรค ผู้ติดเชื้อไวรัสเจอี ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการแสดง แต่ในรายที่มีอาการรุนแรง..ก็อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

  • วัคซีนชนิดเชื้อไม่มีชีวิต (inactivated : JEVAC ) ฉีด 3 ครั้ง เริ่มเมื่ออายุ 6 เดือนขึ้นไป เข็มต่อมาอีก 1-4 สัปดาห์ และ 1 ปี ปีตามลำดับ
  • วัคซีนชนิดเชื้อมีชีวิต (live JE : CD-JEVAX และ IMOJEV) ให้ฉีด 2 ครั้งที่อายุ 9-12 เดือน เข็มต่อมาอีก 12-24 เดือน live JE ทั้งสองชนิดสามารถใช้แทนกันได้
  • สามารถใช้วัคซีนชนิด live JE ฉีดกระตุ้นในผู้ที่เคยฉีดวัคซีน inactivated JE ได้ และสามารถใช้วัคซีน inactivated JE ฉีดกระตุ้นในผู้ที่เคยฉีด live JE ได้ โดยห่างกันอย่างน้อย 12 เดือน

วัคซีนป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (HIB) 

โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ คือ ภาวะเยื่อหุ้มสมองเกิดการติดเชื้อ ซึ่งอาจเกิดมาจากการติดเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อรา ทำให้บริเวณดังกล่าวอักเสบ บวม ส่งผลให้เกิดอาการอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย ซึ่งบางชนิดอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่เนิ่น ๆ และสามารถทวีความรุนแรงไปจนถึงขั้นเสียชีวิตหรือพิการได้ ซึ่งโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศ ทุกวัย ทั้งเด็กและผู้ใหญ่

  • ปัจจุบันมีชนิด conjugate กับ PRP-T ในเด็กไทยแนะนำให้ฉีด 3 ครั้งเมื่ออายุ 2, 4 และ 6 เดือน
  • การฉีดเข็มกระตุ้นที่อายุ 12-18 เดือน อาจไม่จำเป็นต้องฉีดในเด็กแข็งแรง ควรฉีดในผู้ที่มีความเสี่ยง เช่นผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ไม่มีม้าม หรือม้ามทำงานผิดปกติ
  • ไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนฮิบในเด็กภูมิคุ้มกันปกติที่อายุ 2 ปีขึ้นไป

วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก (Dengue Vaccine)

  • โรคไข้เลือดออก (Dengue hemorrhagic fever) เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue virus) โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค มักพบในประเทศเขตร้อนและระบาดในช่วงฤดูฝนของทุกปี อาการของโรคไข้เลือดออกมีตั้งแต่ไม่มีอาการผิดปกติไปจนถึงเสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
  • ฉีดได้ในผู้ที่มีอายุ 9-45 ปี ฉีด 3 เข็ม เดือนที่ 0,6 และ 12 แนะนำในเด็กที่มีประวัติเป็นไข้เลือดออกมาก่อน สำหรับผู้ที่ไม่เคยเป็นไข้เลือดออกควรตรวจเลือดก่อนการฉีดวัคซีน โดยประสิทธิภาพของวัคซีนสามารถป้องกันโรคได้ประมาณ 60%

ฉีดวัคซีนป้องกันโรค ที่ภูเก็ตฉีดได้ที่ไหน?

ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก ให้บริการที่ใกล้ชิด ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทาง พร้อมทั้งทีมงานที่มีความชำนาญ พร้อมให้คำปรึกษาและ การรักษา โดยคุณสามารถเข้ารับบริการได้ทั้ง walk-in หรือนัดหมายล่วงหน้า เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเข้ารับบริการ
จองคิวออนไลน์ https://phuketmedicalclinic.youcanbook.me
เวลาทำการ 🕙 10:00-18:00 น. ทุกวัน
เบอร์ติดต่อ ☎️ 096-696-2449
Line id : @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ) หรือ https://lin.ee/R1TKRDo
แผนที่ 📌https://goo.gl/maps/xu45eTQUTjgpukJa7
Website 🌐https://phuketmedicalclinic.com
ปรึกษาแพทย์หรือสอบถามเพิ่มเติมได้เลยนะครับ
Inbox : m.me/100483916443107
สุขภาพคุณให้เราดูแล#คลินิกภูเก็ต
Phuket #Clinic #ภูเก็ตเมดิคอลคลินิก