ไต เป็นอวัยวะที่มีรูปร่างคล้ายถั่ว อยู่บริเวณใต้ชายโครงด้านหลังทั้ง 2 ข้าง โดยไตแต่ละข้างจะมีหน่วยไต ที่ทำหน้าที่กรองน้ำและของเสียออกจากร่างกาย

โรคไตเรื้อรัง

ไต มีหน้าที่อะไรบ้าง?

  • กรองน้ำ และกำจัดของเสียรวมทั้งสารพิษออกจากร่างกาย
  • ควบคุมสมดุลน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย ตลอดจนควบคุมภาวะความเป็นกรด-ด่างในเลือด
  • สร้างฮอร์โมน Erythropoietin ซึ่งสำคัญกับการสร้างเม็ดเลือดแดง และวิตามินดีที่เกี่ยวข้องกับกระดูก
  • กำจัดสารพิษและยาที่ได้รับออกจากร่างกาย

จะเห็นว่า ไตเป็นอวัยวะที่สำคัญไม่น้อย หากเราไม่ดูแลสุขภาพให้ดี ไตของเราก็อาจจะผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของโรคไตเรื้อรัง

โรคไตเรื้อรัง คืออะไร?

โรคไตเรื้อรัง (Chronic kidney disease)  คือ สภาวะที่ไตถูกทำลาย มีผลทำให้ความสามารถของไตในการทำงานลดลง โดยดูจากค่าอัตราการกรองของไตที่ผิดปกติ (estimated Glomerular Filtration Rate, eGFR) หรือไตมีภาวะผิดปกติ เช่น การรักษาสมดุลของเหลวในร่างกาย การควบคุมน้ำและแร่ธาตุต่างๆ ในเลือด การกำจัดของเสียออกจากเลือด การกำจัดยาและพิษออกจากร่างกาย การหลั่งฮอร์โมนเข้าสู่กระแสเลือด  มีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ หรือมีความผิดปกติทางรังสีวิทยา ในระยะเวลามากกว่า 3 เดือนขึ้นไป  เป็นต้น 

โดยสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคไตเรื้อรังคือ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคอ้วน รวมถึงสภาวะอื่นๆ เช่น ไตอักเสบ โรคถุงน้ำในไต เป็นต้น  โดยระยะเริ่มแรกมักจะไม่มีอาการ หลายคนอาจไม่ทราบว่าตนเองเป็นโรคไตเรื้อรังถ้าไม่ได้มีการตรวจเลือดหรือปัสสาวะ แต่เมื่อไตทำงานเสื่อมลงจนหน่วยไตเหลือน้อยลง ก็จะมีอาการจากของเสียคั่งในกระแสเลือดและมีอาการต่างๆ ตามมา เช่น ซึมลง คลื่นไส้อาเจียน ฉะนั้นการตรวจสุขภาพไตทุกปีจึงมีความสำคัญเพื่อที่เราจะได้รีบวินิจฉัยและรักษาได้ทันท่วงที

สาเหตุโรคไตเรื้อรัง

 โรคไตเรื้อรังพบได้จากหลายสาเหตุ โดยสาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่

  • การมีภาวะไตผิดปกติ ไม่สมบูรณ์ตั้งแต่กำเนิด เช่น ไตฝ่อ มีมวลเนื้อไตลดลง หรือมีไตข้างเดียว เป็นต้น 
  • การมีโรคที่มีผลกระทบกับไต เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคเอสแอลอี (โรคพุ่มพวง)  โรคเกาต์ และ โรคอ้วนหรือมีภาวะน้ำหนักเกิน โรคเก๊าท์หรือระดับกรดยูริกในเลือดสูง โรคแพ้ภูมิตนเอง การสูบบุหรี่เรื้อรัง ซึ่งจะส่งผลให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไตเสื่อมลง ส่งผลให้การทำงานของไตเสื่อมลง
  • โรคไตอักเสบ เช่น IgA nephropathy, Lupus nephritis, FSGS เป็นต้น
  • โรคทางพันธุกรรม เช่น โรคถุงน้ำที่ไต (Polycystic kidney disease)
  •  โรคไตขาดเลือดจากเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงไตตีบ ซึ่งมักพบได้ในผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • การมีภาวะหลอดเลือดฝอยในไตอักเสบ
  • โรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ มีการอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ หรือมีการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะซ้ำหลายครั้ง
  • ผลข้างเคียงจากยาและสารเคมีต่างๆ ได้แก่ ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช้สเตียรอยด์ (NSAIDs) หรือที่มักเรียกกันว่ายาแก้อักเสบ , ยาแก้ปวดข้อ , ยาลดความดันโลหิตบางชนิด , ยาปฏิชีวนะ และรวมถึงยาลดความอ้วนบางตัว  หรือสารพิษที่ทำลายไต (Nephrotoxic agents)
  • ดื่มน้ำน้อยเกินไป เกิดภาวะขาดน้ำของไตจนทำงานบกพร่อง หรือเกิดการสะสมของสารเคมีในทางเดินปัสสาวะ จนตกตะกอนกลายเป็นโรคนิ่วในไตหรือทางเดินปัสสาวะ
  • รับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูงแต่ไม่เค็ม อาทิ ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก น้ำจิ้มสุกี้ อาหารแปรรูปยอดนิยม เช่น แฮม เบคอน ขนมกรุบกรอบ ผลไม้กระป๋อง รวมถึงอาหารหมักดอง เช่น ผักกาดดอง หรือไข่เค็ม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ผงฟู สารกันบูด หรือสารกันเชื้อราในขนมปัง เป็นต้น
อาการโรคไตเรื้อรัง

อาการโรคไตเรื้อรัง

ผู้ป่วยโรคไตในระยะเริ่มแรกหลายท่านอาจไม่มีอาการรุนแรง จนกระทั่งโรคมาถึงขั้นร้ายแรงแล้ว อาจมีอาการดังต่อไปนี้

  • คิดอะไรไม่ค่อยออก 
  • ประสบปัญหาการนอนหลับ หรือนอนไม่หลับ
  • ผิวแห้ง มีอาการคันตามผิวหนังตลอดเวลา
  • กล้ามเนื้อเป็นตะคริวตอนกลางคืน
  • ตาบวมน้ำ โดยเฉพาะในตอนเช้า
  • มีอาการเจ็บหน้าอกเมื่อมีของเหลวคั่งบริเวณเยื่อบุหัวใจ
  • หายใจหอบถี่เมื่อของเหลวคั่งในปอด
  • ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน พบได้เมื่อการทำงานของไตเริ่มเสื่อมลงในระยะแรก
  • ขาบวมและกดบุ๋ม เกิดจากมีเกลือและน้ำคั่งในร่างกาย หรือมีโปรตีนรั่วมาในปัสสาวะมาก หากบวมมากจะทำให้เกิดอาการหอบเหนื่อยจากการมีน้ำคั่งในปอด ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต
  • มีความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมได้  
  • คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร คันตามร่างกาย อ่อนเพลีย อ่อนแรง
  • ในเพศหญิงอาจมีการขาดประจำเดือนหรือไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ ส่วนเพศชายจะมีความรู้สึกทางเพศลดลงและการสร้างอสุจิลดลง

การรักษาโรคไตเรื้อรัง

การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรคไตเรื้อรัง ระยะของโรคที่เป็น และโรคร่วมที่มีอยู่ โดยการดูแลรักษา ประกอบด้วย

1. การรักษาเพื่อชะลอการเสื่อมของไต

  • ควบคุมโรคประจำตัวให้ดี ได้แก่ คุมโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงให้ดี ยาลดความดันบางกลุ่มหรือยารักษาเบาหวานบางกลุ่มก็ช่วยชะลอความเสื่อมของไตได้ การให้ยากดภูมิในผู้ป่วยโรคไตอักเสบ ควบคุมโรคไขมันโลหิตสูง
  • การควบคุมอาหาร ลดทานอาหารเค็ม รับประทานอาหารโปรตีนให้เหมาะสม ได้รับพลังงานที่เพียงพอ การควบคุมระดับโพแทสเซียมและฟอสฟอรัสในอาหารให้ไม่มากเกินไป อาจมีการจำกัดปริมาณสารอาหารบางชนิด ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์โรคไตที่ดูแลเพราะผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีการจำกัดอาหารบางชนิดที่ไม่เหมือนกัน ขึ้นกับสาเหตุและระยะของโรคไตเรื้อรัง
  • การรักษาด้วยยา เช่น ยาลดการดูดซึมฟอสเฟต ยาขับปัสสาวะ ยารักษาภาวะโลหิตจาง ยาลดความดันโลหิต ยาลดไขมันในเลือด และการให้ยาปรับสมดุลกรดด่าง
  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ลดน้ำหนัก งดสูบบุหรี่ ออกกำลังกาย และหลีกเลี่ยงสารหรือยาที่มีผลเสียต่อไต
การรักษาโรคไตเรื้อรัง

 2. การรักษาด้วยวิธีบำบัดทดแทนไต (Renal Replacement Therapy)

คือกระบวนการรักษาผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 5 เพื่อทดแทนไตที่ไม่สามารถทำงานได้เองตามที่ควรจะเป็น ช่วยขจัดของเสียที่ค้างอยู่ในร่างกาย จะเริ่มมีบทบาทเมื่ออัตราการกรองของไต (eGFR) น้อยกว่า 6 มล./นาที/1.73 ตร.ม. หรือผู้ที่มี eGFR น้อยกว่า 15 มล./นาที/1.73 ตร.ม. ร่วมกับมีภาวะแทรกซ้อนที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา หรือมีภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายรุนแรงต่อผู้ป่วย

สามารถเลือกการรักษาได้ 3 วิธี ดังนี้

  • การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (Hemodialysis)

วิธีการ การนำเลือดออกทางเส้นเลือดที่แขนหรือคอ ของผู้ป่วยออกจากร่างกายมาทำให้สะอาดขึ้น โดยการเข้าเครื่องไตเทียมไปยังตัวกรอง เพื่อกำจัดของเสีย ปรับระดับเกลือแร่ในเลือด และปรับสมดุลของน้ำในร่างกายของผู้ป่วยไตวายให้เป็นปกติ แล้วนำเลือดที่ฟอกแล้วกลับคืนสู่ผู้ป่วย ทำให้ระดับของเสียในร่างกายลดลง โดยผู้ป่วยต้องมีการผ่าตัดเตรียมเส้นเลือดให้พร้อมก่อนการฟอกเลือด ซึ่งต้องทำในโรงพยาบาลหรือคลีนิคฟอกไต โดยขณะทำต้องอยู่ในความดูแลของผู้เชี่ยวชาญฟอกไต ระยะเวลา 4-5 ชั่วโมง/ครั้ง สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง

  • การล้างไตทางช่องท้อง (Peritoneal Dialysis /   Chonic Ambolatory Peritoneal Dialysis : CAPD  ) 

เป็นวิธีที่ผู้ป่วยสามารถทำเองที่บ้านหรือที่ทำงานได้ทุกวัน โดยการใช้น้ำยาเฉพาะเพื่อกรอง   ของเสียและสารพิษเข้าไปร่างกาย ผ่านทางช่องท้องผู้ป่วย ด้วยการใส่น้ำยาล้างไตเข้าไปทิ้งค้างในช่องท้อง โดยอาศัยเยื่อบุช่องท้องแลกเปลี่ยนของเสียและน้ำส่วนเกินออกมาที่น้ำยาล้างไต เมื่อครบตามเวลาที่กำหนดก็จะทำการปล่อยน้ำยาล้างไตที่เต็มไปด้วยของเสียและน้ำส่วนเกินทิ้ง พร้อมทำการเปลี่ยนใส่น้ำยาล้างไตถุงใหม่เข้าไป โดยผู้ป่วยต้องมีการผ่าตัดใส่สายยางสำหรับใส่น้ำยาล้างไตทางช่องท้องให้พร้อมก่อนการล้างไต ระยะเวลา วันละ 4 รอบ ต่อเนื่องกันทุกวัน หรืออาจใช้เครื่องอัตโนมัติช่วยเปลี่ยนน้ำยาแทน (APD; Automated Peritoneal Dialysis) ซึ่งรอบการเปลี่ยนน้ำยาอาจปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมได้ สำหรับวิธีนี้ผู้ป่วยทำเองได้ แต่ต้องรักษาความสะอาดมาก เพื่อลดโอกาสติดเชื้อในร่างกาย

  • การปลูกถ่ายไต (Kidney Transplantation) หรือการเปลี่ยนไต 

 คือ เป็นการผ่าตัดเพื่อนำไตจากผู้บริจาคที่เป็นญาติหรือผู้เสียชีวิตมาใส่ให้ใหม่ ในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย วิธีการผ่าจะใช้ไตเพียงข้างเดียว ใส่เข้าไปในช่องท้องน้อยด้านใดด้านหนึ่ง และต่อท่อไตเข้ากับระบบทางเดินปัสสาวะเดิมของผู้ป่วย ให้ทำงานได้เหมือนภาวะปกติ หลังจากปลูกถ่ายไต โดยผู้รับไตต้องรับประทานยากดภูมิต้านทานสม่ำเสมอเพื่อป้องกันภาวะปฏิเสธไตที่ปลูกถ่าย ปัจจุบันการปลูกถ่ายไตจัดเป็นวิธีบำบัดทดแทนไตที่มีประสิทธิภาพดีสุด และทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี หรือใกล้เคียงกับคนปกติมากที่สุด โดยมีอัตราการอยู่รอดของไตที่ปลูกถ่ายมากกว่าร้อยละ 90 ในช่วงปีแรก

ตรวจโรคไตเรื้อรัง ที่ภูเก็ตตรวจได้ที่ไหน?

ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก ให้บริการที่ใกล้ชิด ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทาง พร้อมทั้งทีมงานที่มีความชำนาญ พร้อมให้คำปรึกษาและ การรักษา โดยคุณสามารถเข้ารับบริการได้ทั้ง walk-in หรือนัดหมายล่วงหน้า เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเข้ารับบริการ
จองคิวออนไลน์ https://phuketmedicalclinic.youcanbook.me
เวลาทำการ 🕙 10:00-18:00 น. ทุกวัน
เบอร์ติดต่อ ☎️ 096-696-2449
Line id : @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ) หรือ https://lin.ee/R1TKRDo
แผนที่ 📌https://goo.gl/maps/xu45eTQUTjgpukJa7
Website 🌐https://phuketmedicalclinic.com
ปรึกษาแพทย์หรือสอบถามเพิ่มเติมได้เลยนะครับ
Inbox : m.me/100483916443107
สุขภาพคุณให้เราดูแล#คลินิกภูเก็ต
Phuket #Clinic #ภูเก็ตเมดิคอลคลินิก